วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

"ถาม-ตอบเกี่ยวกับอาเซียน"

"ถาม-ตอบเกี่ยวกับอาเซียน"
1. ASEAN ย่อมาจากอะไร
-Association of Southeast Asian Nations หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


2. อาเซียนเริ่มก่อตั้งครั้งแรกประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมดกี่ประเทศ ประเทศใดบ้าง

-5  ประเทศ  ได้แก่  อินโดนีเซีย  มาเลเซีย ฟิลิปปินส์  สิงคโปร์ และไทย


3. ปัจจุบันอาเซียน ประกอบด้วยประเทศใดบ้าง
-กัมพูชา ฟิลิปปินส์ บรูไนดารุสซาลาม มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม พม่า ลาว


4. อาเซียน+3 ประกอบด้วยประเทศใดบ้าง
-กลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศ จีน เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น


5. อาเซียน+6 ประกอบด้วยประเทศใดบ้าง
-กลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ กลุ่มประเทศ+3 และประเทศออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์


6. คำขวัญอาเซียน มีว่าอย่างไร
-หนึ่งวิสัยทัศน์, หนึ่งเอกลักษณ์, หนึ่งประชาคม (One Vision, One Identity, One Community)


7. ใครคือเลขาธิการอาเซียนคนปัจจุบัน
-ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ


8. สัญลักษณ์อาเซียนสื่อความหมายใดบ้าง


รูปรวงข้าวสีเหลืองบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมวีขาวและสีน้ำเงิน
รวงข้าว 10 ต้น มัดรวมกันไว้ หมายถึง ประเทศสมาชิกรวมกันเพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกัน
สีน้ำเงิน  หมายถึง   สันติภาพและความมั่นคง
สีแดง     หมายถึง   ความกล้าหาญ และความก้าวหน้า
สีขาว     หมายถึง   ความบริสุทธิ์
สีเหลือง  หมายถึง   ความเจริญรุ่งเรือง


9.  3 เสาหลักของประชาคมอาเซียน ประกอบด้วยความร่วมมือด้านใดบ้าง

 1. ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน
 2. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
 3. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน


10. สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) ตั้งอยู่ที่ใด
-กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย


11. อาเซียนตั้งเป้าหมายที่บรรลุประชาคมอาเซียนโดยสมบูรณ์ในปีใด
- ปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015)

12. กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร
-กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) คือ ธรรมนูญอาเซียนที่จะมีการวางกรอบของกฎหมายและโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพของอาเซียนในการขับเคลื่อนเพื่อการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2015 (พ.ศ.2558) เพื่อให้อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลในภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพ
มีประชาชนเป็นศูนย์กลางและเคารพในกติกาการทำงานระหว่างกันมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบของประชาคมอาเซียนต่อธุรกิจไทย และกลยุทธ์ในการตั้งรับ

ผลกระทบที่จะเกิดกับธุรกิจไทยจะออกมาในรูปแบบอื่นๆ อีก เช่น



– ประเทศไทยสามารถหาวัตถุดิบ และทรัพยากรทางธรรมชาติจากแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์แทนการทำลายทรัพยากรภายในประเทศ เรียกได้ว่าไปหามาจากที่อื่นแทนการร่อยหรอของทรัพยากรภายในประเทศไทย ทำให้ไทยมีแหล่งนำเข้าวัตถุดิบจากนานาประเทศมากขึ้น และอาจช่วยในการดำเนินธุรกิจที่ลดต้นทุนในการผลิตและการดำเนินการลงได้ ในประเด็นนี้ การดำเนินกลยุทธ์อะไรก็ตามเหล่านี้ จะต้องดำเนินด้วยความรอบคอบและอยู่ภายใต้ความร่วมมือและผลประโยชน์ร่วมกัน มิฉะนั้น ประเทศไทยจะได้ชื่อว่ามีแต่นักธุรกิจที่ไปทำลายทรัพยากรของประเทศเขาหรือไปกอบโกยผลประโยชน์จากบ้านเขามา
– ประเทศไทยสามารถเกิดการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องธุรกิจ การค้า การท่องเที่ยว กฎหมาย การลงทุน การเงิน รวมทั้งการเรียนรู้ทางการเมือง สภาพสังคมและวัฒนธรรม เทคโนโลยีจากประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญอย่างยิ่งของประเทศไทยในขณะนี้ คือ การเรียนรู้เรื่องการศึกษา การจัดการธุรกิจ การป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน รวมทั้ง กลยุทธ์ กลวิธี ทางการค้า และ Business Model ซึ่งในที่นี้หมายถึง วิธีการหาเงินของประเทศต่างๆ ว่าเขาได้มาด้วยวิธีใด และนักธุรกิจ ครูอาจารย์ด้านธุรกิจศึกษาและนักเศรษฐศาสตร์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้นำมาพัฒนาให้ดีขึ้น และช่วยให้คุณภาพชีวิตของสังคมไทยดีขึ้นในวันข้างหน้า
กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการฝึกที่จะเป็นผู้เรียน หรือนักเรียนที่ดีที่คอยสังเกต จดจำ บันทึก ปรับปรุง ทดสอบ รวมทั้งเป็นนักฟังที่มีประสิทธิภาพ(Good Listener) เพื่อการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ความรู้เพื่อนำมาปรับปรุงการทำงานของเราให้ดีขึ้นไปจากเดิม
– การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะทำให้เป็นแรงผลักดันให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง องค์การ หรืออุตสาหกรรมต่างๆ ต้องรีบปรับตัว ปรับปรุง พัฒนาตัวเองให้ทันต่อวิถีทางการทำงานของคน องค์การ หรืออุตสาหกรรมของประเทศต่างๆ ในประชาคมอาเซียน อาทิเช่น ครูอาจารย์ วิศวกร แพทย์ พยาบาล นักบัญชี นักสารวจ ทันตแพทย์ สถาปนิก ต้องมีความรู้มากขึ้นจากเดิม ต้องหาความรู้ที่จะมาปิดจุดอ่อนของเราที่ยังด้อยชาติอื่นๆ อาทิเช่น ความรู้ด้านภาษาอังกฤษมาเพิ่มเติม ความรู้เดิมๆ คงไม่สามารถเอามาใช้เพื่อการแข่งขันได้เหมือนเดิม แต่จะต้องขวนขวายหารูปแบบ และวิธีการใหม่ๆ มาใช้ด้วยเช่นกัน นับว่าเป็นโอกาสในการพัฒนา ปรับปรุง หรือแก้ไของค์ความรู้ด้าน เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ การค้าการลงทุน การแพทย์ สถาปัตยกรรม ฯลฯ ให้ทันสมัยและมีความพร้อมมากขึ้นจากเดิม เป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาของไทยในวันข้างหน้า
– นับเป็นโอกาสของบางสาขาวิชาชีพที่จะไปทำงานในกลุ่มประเทศในประชาคมอาเซียนได้ง่ายขึ้น และนี่อาจเป็นหนทางหนึ่งในการขจัดความยากจนของแรงงานไทยภายในประเทศบางคน เนื่องจากเขาสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการเคลื่อนย้ายไปทำงานต่างแดน ดังนั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสม ก็คือ การเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ อย่ารอให้วันเวลาผ่านไปพยายามสะสมความรู้ประสบการณ์และทักษะมาเพิ่มเติมให้เกิดคุณค่าในตัวตนให้มากขึ้น การเข้ารับการฝึกอบรมในด้านที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขีดความสามารถหรือสมรรถนะของตนจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้ประสบความสำเร็จในการทำงานและการสร้างรายได้ให้ได้มากขึ้น
– จากประโยชน์ที่ประเทศไทยจะปรับฐานภาษีให้เท่าเทียมกับประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อการแข่งขันนั้น จะเท่ากับเป็นการเพิ่มช่องทางการส่งออกของไทยของไทยให้มากขึ้นจากเดิม อันจะทำให้เป็นการหาเงินตราต่างประเทศเข้าไทยได้มากขึ้น ช่วยในการพัฒนาประเทศโดยรวม
– กลยุทธ์ในด้านการหารายได้มาชดเชยส่วนที่ปรับลดลงไปจากน่าจะเป็นสิ่งที่ภาครัฐจะต้องค้นหาวิธีการ เพราะจากการปรับฐานภาษีให้ลดลงมาจากประมาณ 30% ลงมาให้เหลือ 23% ในปี 2555 และจะให้เหลือ 20% ในปี 2556 และ 2557 นั้น รัฐต้องสูญเสียภาษีที่จะนำไปพัฒนาประเทศมากพอสมควร หากไม่คิดหาหนทางที่จะหารายได้มาชดเชยส่วนนี้ รัฐจะลำบากในวันข้างหน้าในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการลงทุนเพื่อสาธารณประโยชน์และระบบสาธารณูปโภคที่ต้องใช้
ผลกระทบในทางลบต่อประเทศไทย
ประการแรก ที่กล่าวขวัญและกลัวกันมากในขณะนี้ ก็คือ จะมีแรงงานต่างชาติไหลเข้าสู่วิชาชีพ วงการอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น และจะมาแย่งแรงงานที่เป็นคนไทยไป ทำให้แรงงานไทยเสียโอกาสในการถูกว่าจ้างลดลง ซึ่งมีหนทางที่จะเกิดขึ้นได้และเป็นไปได้เช่นกัน แต่เราต้องไม่ลืมว่าแรงงานเหล่านั้นมีทักษะเท่าเทียมกับแรงงานไทยหรือไม่ เพราะแรงงานไทยได้ชื่อว่าเป็นแรงงานที่มีทักษะพอสมควร แต่หากแรงงานต่างชาติมีทักษะที่เท่าเทียมกับแรงงานไทยหรือเหนือกว่า เพราะอย่างน้อยด้านภาษาอังกฤษที่เขาเหนือกว่านั้น เราก็คงต้องกำหนดยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในการขวนขวายเพิ่มเติมความรู้ด้านนี้ เพื่อมาปิดจุดอ่อนของแรงงานไทยให้มากที่สุด เพียงแต่ว่าขณะนี้ เรามีหน่วยงานใดที่ได้ดำเนินการแล้วหรือยัง ซึ่งคงต้องรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะภาครัฐซึ่งมีสถานศึกษาอยู่ในความดูแลควรจะเป็นหัวหอกหรือแกนนา เพราะเราท่านก็ทราบถึงจุดอ่อนข้อนี้ดี
ประการที่สอง สิ่งที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ ประเทศไทยอาจได้รับสินค้าและการบริการที่ไม่มีคุณภาพมาตรฐาน และไม่มีความปลอดภัยที่เพียงพอทะลักเข้ามาตีตลาด อาทิเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บางอย่างซึ่งอาจอาศัยช่องว่างจากการเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของสินค้าเสียใหม่ ทาทีเป็นว่ามาจากประชาคมอาเซียน แต่อันที่จริงมาจากแหล่งผลิตจากที่อื่น ซึ่งสามารถเข้ามาตีตลาดของไทยได้ง่ายขึ้น และจะทำให้คนไทยต้องบริโภคสินค้าที่ด้อยคุณภาพไปโดยปริยาย เพราะสินค้าเหล่านี้ มักสร้างความแตกต่างด้วยการขายถูกกว่าประเทศอื่นๆ ดังนั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมก็คือเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยงานในการควบคุม ดูแล ด้านคุณภาพของสินค้าและบริการให้กระทำการอย่างเข้มงวด เพื่อผลประโยชน์ของสังคมไทยรวมทั้งการรณรงค์ของหน่วยงานภาครัฐให้รู้ถึงรายละเอียดของสินค้าและการบริการที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งผลเสียของการใช้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือมาจากต่างแดน
ประการที่สาม ทำให้การแข่งขันทางธุรกิจรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการชาวไทย ซึ่งต้องปรับตัวในด้าน การวิจัย และพัฒนาคุณภาพ เทคโนโลยีในการผลิต การจัดการ การฝึกอบรม ฯลฯ ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากเดิมและผลสุดท้าย เมื่อมีต้นทุนในการดำเนินงานและการผลิตที่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าก็จะสูงขึ้นจากเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้คนไทยต้องซื้อของแพงขึ้นและจะมีผลกระทบไปถึงภาวะเงินเฟูอได้เช่นกัน
ประการที่สี่ ส่วนแบ่งของตลาดสินค้าที่เคยมีมา อาจต้องสูญเสียแก่นักลงทุนจากต่างชาติ ทำให้เสียลูกค้าเก่า เพราะเดิมมีผู้ค้าไม่มากรายแต่ตอนนี้กลับมีผู้ค้ามากรายขึ้น ซึ่งก็คงจะทำให้ผู้ค้าชาวไทยต้องเหนื่อยมากเป็นพิเศษไปจากเดิม เพื่อการรักษาฐานของผู้บริโภคไว้ และต้องปรับตัวพอสมควร
ประการที่ห้า ผู้บริโภคชาวไทยจะได้รับสินค้าและการบริการที่แปลกใหม่แต่ทำให้สินค้าไทยตัวเดิม โดยเฉพาะสินค้า การเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ไทย จะได้รับความเสียหายทันที ทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแย่ลง เหมือนที่เคยกับผลไม้ของประเทศจีนที่เข้าสู่ประเทศไทย แม้ว่าประเทศไทยจะบอกว่าเราได้ส่งออกไปยังประเทศจีนเช่นกัน แต่ผลได้ผลเสีย เรายังคงเป็นรองอยู่ และเมื่อเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเช่นนี้ เราก็คงได้เห็นการบริโภคสินค้าแปลกๆ เกิดขึ้นอีก ทำให้เกิดกระแสการบริโภคสินค้าใหม่จากต่างชาติเกินความจำเป็นและพอเพียงแก่สังคมไทย แต่ละเลยสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ และจะมีผลทำให้เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา เดือดร้อนกันตามๆ หากไม่มีการควบคุมดูแลกันให้ดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรของไทย นอกจากนี้ จะทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้น ในการดูแลผู้ค้า ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้บริโภคชาวไทย โดยจะมีผลกระทบต่อการออกกฎหมาย และระเบียบต่างๆ อันจะทำให้นักธุรกิจไทย พลอยเสียหายหรือได้รับผลกระทบกระเทือนตามไปด้วย และทำให้เกิดความยุ่งยากในการประกอบการมากขึ้น
ประการที่หก การเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะทำให้นักลงทุนชาวไทยหนีไปลงทุนในประเทศอื่น มีผลต่อการจ้างแรงงานไทยภายในประเทศ รวมทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ อาจต้องหยุดชะงักลง ทั้งนี้ เพราะแรงงานไทยขาดแคลน เนื่องจากไปทำงานในต่างประเทศที่ได้ค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่า ทำให้เกิดปัญหาแรงงานในประเทศมากขึ้น ในทางกลับกัน เราอาจต้องหาแรงงานต่างด้าวมาทำงานในประเทศไทย รวมทั้งการไปจ้างทำการผลิตในต่างประเทศ ที่มีค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่า (Outsourcing) สามารถกระทำได้ง่ายมากขึ้นเนื่องจากขณะนี้มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจกันแล้วระหว่างชาติที่เป็นสมาชิก และหากเหตุการณ์เช่นนี้บานปลายไปเรื่อยๆ
วันหนึ่งข้างหน้าประเทศไทยจะประสบปัญหาเหมือนอย่างที่สหรัฐอเมริกาพบอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทำให้คนอเมริกันตกงานหางานทาไม่ได้ เพราะธุรกิจอุตสาหกรรมนิยมไปจ้างแรงงานถูกที่อยู่ในประเทศอื่นดำเนินการแทน และจะเป็นปัญหาระยะยาวของไทยในวันข้างหน้าหากละเลยประเด็นเช่นนี้ไป ดังนั้น ทางออกในประเด็นนี้รัฐอาจต้องพิจารณาเตรียมการเกี่ยวกับกฎหมายและหลักเกณฑ์ในการไปจ้างทาของในประเทศอื่นแทนที่จะกระทำการในประเทศไทย หรือ การกำหนด Outsourcing Regulations ขึ้นมา เพื่อการป้องกันปัญหาไม่ให้นายทุนไปจ้างทำของในประเทศอื่นจนเกินความจำเป็นและทำให้โรงงานในประเทศไม่สามารถเปิดทำงานและแรงงานไม่มีงานทำดังเช่นปกติ ซึ่งสามารถนำไปสู่วิกฤตการณ์การว่างงานในอัตราส่วนที่สูงและเกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
ประการที่เจ็ด นักลงทุนต่างชาติที่มีความพร้อมมากกว่าจะเข้ามาแข่งขันในทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการชาวไทยที่ส่วนใหญ่ที่มีขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) แข่งขันได้ยากและจะสูญหายไปเหมือนดังที่เกิดจากกรณี การเกิดร้านค้าปลีกขนาดใหญ่เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทย ทำให้ร้านค้าปลีกขนาดเล็กประเภทโชห่วยในท้องถิ่นต้องปิดกิจการลงไปเป็นจำนวนมาก กลยุทธ์ที่จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวการณ์เช่นนี้ ก็คือ ผู้ประกอบการจะต้องร่วมมือร่วมใจรวมตัวผนึกกำลังกัน
อย่ากระทำการแต่เพียงลำพังแต่คนเดียวเพราะอาจขาดทรัพยากรหรือทุนดำเนินการ รวมทั้งนาความรู้ด้านการตลาดในการสร้างสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relations) มาใช้ให้ได้ผล เพราะจะเป็นการรักษาตลาดและลูกค้าของตนเอาไว้ได้
โดยสรุป สิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางบวกหรือผลกระทบทางลบก็ตาม รัฐและองค์การภาคเอกชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องหันมาให้ความสนใจกันอย่างจริงจัง และควรรีบหามาตรการคุ้มครองธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทย กลยุทธ์หรือยุทธ์ศาสตร์ต่างๆ นอกเหนือจากที่ยกมาเป็นตัวอย่างเพียงเล็กน้อย จะต้องถูกหยิบยกมาเตรียมการและนำมาพิจารณา เพื่อความเหมาะสมที่สามารถรองรับเหตุการณ์เช่นนี้ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นความมั่นคง เป็นความเป็นความตายของเศรษฐกิจไทย ตลอดจนเป็นการสร้างสมรรถนะความสามารถในด้านการแข่งขัน ซึ่งนับวันประเทศไทยจะได้รับการจัดอันดับที่ตกต่ำไปเรื่อยๆ การปล่อยนิ่งเฉยโดยไม่ดูดายหรือแค่ลมปากที่พูดกันไปวันๆ ของใครก็ตาม ย่อมไม่มีผลดีเกิดขึ้นกับประเทศ เราต้องเริ่มดำเนินการ ร่วมมือกันหาทางออกที่เป็นประโยชน์แก่สังคมไทยกันอย่างจริงจังได้แล้วในเวลานี้ รัฐและองค์การภาคเอกชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องหันมาให้ความสนใจกันอย่างจริงจัง และควรรีบหามาตรการคุ้มครองธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทย


อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/311#ixzz4I6ixC4zZ

กรอบความร่วมมือ

   กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) 


1. ภูมิหลัง กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2540 ในช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยผู้น าของประเทศสมาชิกอาเซียนและผู้น าของจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ได้พบหารือกันเป็นครั้งแรกที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเดือน ธ.ค. 2540 และหลังจากนั้น ได้มีการจัดประชุมสุดยอดอาเซียน+3 เรื่อยมา ปัจจุบัน ความร่วมมืออาเซียน+3 ครอบคลุมเกือบ 20 สาขา1 และมีการประชุมระดับต่าง ๆ กว่า60กรอบ เพื่อก าหนดแนวทางความสัมพันธ์ระหว่างกัน ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 3 เมื่อปี 2542 ได้ออก แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออก(Joint Statement on East Asia Cooperation) และจัดตั้งกลุ่ม วิสัยทัศน์เอเชียตะวันออก รุ่นที่ 1 (East Asia Vision Group I –EAVG I) เพื่อก าหนดวิสัยทัศน์ความร่วมมือในเอเชีย ตะวันออก โดยในปี 2544 EAVG I ได้มีข้อเสนอให้จัดตั้งประชาคมเอเชียตะวันออก (East Asian community -EAc2 ) และก าหนดมาตรการความร่วมมือด้านต่าง ๆ กว่า 57 สาขา เพื่อน าไปสู่การจัดตั้ง EAcในอนาคต ในการประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 9 ในปี 2548 ผู้น าได้รับรองปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยการประชุม สุดยอดอาเซียน+3(Kuala Lumpur Declaration on the ASEAN+3 Summit) ซึ่งก าหนดให้การจัดตั้งประชาคมเอเชีย ตะวันออกเป็นเป้าหมายระยะยาว และให้กรอบอาเซียน+3 เป็นกลไกหลักเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว นอกจากนี้ ใน โอกาสครบรอบ 10 ปีของความร่วมมืออาเซียน+3 ในปี 2550 ได้มีการออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชีย ตะวันออก ฉบับที่ 2 (2nd Joint Statement on East Asia Cooperation) และแผนงานความร่วมมืออาเซียน+3 (ฉบับปี 2550-2560) ซึ่งก าหนดแนวทางด าเนินความร่วมมือตามแถลงการณ์ฯซึ่งได้มีการรับรองแผนฉบับปรับปรุงเมื่อปี 2556 ในการประชุมสุดยอดอาเซียน+3 สมัยพิเศษ ฉลองครบรอบ 15 ปีของความสัมพันธ์ เมื่อปี 2555 ได้มีการ รับรองรายงานของกลุ่มวิสัยทัศน์เอเชียตะวันออก รุ่นที่ 2 (East Asia Vision Group II –EAVG II) ที่จัดตั้งขึ้นในปี 2554 โดยก าหนดมาตรการส่งเสริมความร่วมมือกว่า 25 สาขา โดยตั้งเป้าหมายในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจเอเชีย ตะวันออกในปี 2563 เพื่อปูทางสู่การเป็นประชาคมเอเชียตะวันออกในอนาคต 
2. กลไกความร่วมมืออาเซียน+3 กลไกการด าเนินความสัมพันธ์ในภาพรวมของอาเซียน+3 แบ่งออกเป็น 
3 ระดับใหญ่ได้แก่ (1) การประชุม สุดยอดผู้น าอาเซียน+3(ASEAN+3Summit) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดียวกับการประชุมสุดยอดอาเซียนในช่วงปลายปี ของทุกปี (2) การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน+3(ASEAN Post Ministerial Conference-PMC) ในช่วง ครึ่งหลังของทุกปี (3) การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน+3ในช่วงกลางปีของทุกปี 3. ภาพรวมความร่วมมืออาเซียน+3 
   3.1 ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง การเมืองและความมั่นคงกลไกหลักคือการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสามและการประชุมรัฐมนตรี อาเซียนบวกสาม โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค 1 สาขาความร่วมมืออาเซียน+3 ประกอบด้วย (1) การเมืองและความมั่นคง (2) อาชญากรรมข้ามชาติ (3) การค้าและการลงทุน (4) การเงิน (5) การท่องเที่ยว (6) อาหาร การเกษตร การประมง และป่าไม้ (7) เหมืองแร่ (8) วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (9) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (10) พลังงาน (11) สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (12) เครือข่ายวิชาการ (13) การบรรเทาความยากจน และการพัฒนากลุ่มผู้ด้อยโอกาส (14) วัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน (15) การศึกษา (16) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (17) สาธารณสุข และ (18) การบริหารจัดการภัยพิบัติ 2 สาเหตุที่ใช้ c ตัวเล็ก ในค าว่า community เพราะEAcเป็นเป้าหมายระยะยาวที่ยังไม่มีการก าหนดรูปแบบ หรือโครงสร้างที่ชัดเจน ในขณะที่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) มีความชัดเจนทั้งในด้านโครงสร้าง องค์ประกอบ และเงื่อนเวลาอาชญากรรมข้ามชาติกลไกหลักคือ APT Ministerial Meeting on Transnational Crime (AMMTC+3) และ APT Senior Officials Meeting on Transnational Crime (SOMTC+3) ที่มีการประชุมทุก 2 ปี โดยล่าสุด การประชุมครั้งที่ 6 จัดขึ้นที่เวียงจันทน์ เมื่อเดือน ก.ย. 2556 โดยมุ่งเน้นการด าเนินกิจกรรมต่างๆ อาทิ การจัดสัมมนา การฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพเจ้าหน้าที่และการบังคับใช้กฎหมาย    3.2 ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ในปี 2556 อาเซียนกับประเทศ+3 มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 726,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (28.9% ของ ปริมาณการค้าของอาเซียน) โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.8% นอกจากนี้ มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากประเทศ+3 เป็น มูลค่าทั้งสิ้น 35,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (28.7% ของการลงทุนทั้งหมดในอาเซียน) โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 13.6% 3.2.1 การเงิน กลไกหลักคือการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าธนาคารกลางอาเซียน+3 (ASEAN Plus Three Finance Ministers and Central Bank Governors Meeting (AFMGM+3) โดยล่าสุด มีการประชุมครั้งที่ 17 ที่เมืองอัสตานา คาซักสถาน เมื่อเดือน พ.ย. 2557 โดยมีความร่วมมือ 2 มาตรการหลักได้แก่
 (1) มาตรการริเริ่ม เชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี(Chiang Mai Initiative Multilateralisation – CMIM) ซึ่งริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2543 และ
 (2) มาตรการตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Market Initiative – ABMI) รายละเอียดดังนี้ (1) มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี(Chiang Mai Initiative Multilateralisation - CMIM) เป็นการยกระดับมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative – CMI) ซึ่งเป็นกลไกสับเปลี่ยนเงินตราทวิภาคี ของประเทศในภูมิภาคเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาวิกฤตการเงินในเบื้องต้น โดยแก้ไขสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศใน ระยะสั้นที่ได้ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2543 ต่อมา CMIM ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2553 เพื่อเป็นกองทุนเงินส ารองร่วม (reserve pool) เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินในภูมิภาค
ซึ่งสมาชิกที่ประสบปัญหาสภาพคล่องสามารถ แลกเปลี่ยนเงินตราของตนกับกองทุนฯ ตามสัดส่วนที่คำนวณจากสัดส่วนในการลงขัน โดยที่ประชุม AFMGM ครั้งที่ 15 ที่กรุงมะนิลา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2555 ได้ขยายวงเงิน CMIM เป็น 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มสัดส่วน การให้ความช่วยเหลือที่ไม่เชื่อมโยง (de-linked portion) กับเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือของกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศ (International Monetary Fund - IMF) จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ในปี 2557 นอกจากนี้ ได้มีการจัด
ตั้งสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office - AMRO) ในปี 2554 ที่สิงคโปร์ โดยท าหน้าที่เฝ้าระวัง วิเคราะห์ และประเมิน สภาวะเศรษฐกิจ
ในภูมิภาค เพื่อสนับสนุนกลไก CMIM โดยปัจจุบัน อยู่ระหว่างยกระดับเป็นองค์การระหว่างประเทศ
(2) มาตรการตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Market Initiative – ABMI) เป็นนโยบาย ที่มุ่งสนับสนุนให้น าเงินออมในภูมิภาคมาลงทุนในระยะยาวภายในภูมิภาค โดยการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของ ภูมิภาคให้แข็งแกร่ง โดยหนึ่งในกลไกหลักประกอบด้วยการจัดตั้งหน่วยงานค้ าประกันสินเชื่อและการลงทุน (Credit Guarantee and Investment Facility - CGIF) ซึ่งมีลักษณะเป็นกองทุนที่อยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารเพื่อการ พัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank - ADB) เพื่อท าหน้าที่เป็นผู้ค้ าประกัน (Trustee) เพื่อสนับสนุนการออก พันธบัตรโดยภาคเอกชน เพื่อให้ธุรกิจเอกชนสามารถระดมทุนจากตราสารหนี้ได้จากทุกประเทศในกรอบอาเซียน+3 โดย CGIF มีวงเงินเริ่มต้น 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐและได้ขยายวงเงินเป็น 1,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2557
   3.2.2 การท่องเที่ยวกลไกหลักคือ ASEAN Plus Three Tourism Ministers Meeting (M-ATM+3)
โดยในปี 2013 มีจ านวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาในภูมิภาคอาเซียน+3 จ านวนทั้งสิ้น 230 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 4.37% โดยมีความร่วมมือที่มุ่งส่งเสริมศักยภาพของบุคลากร การตลาดร่วม และส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ
   3 3.2.3 การเกษตรกลไกหลักคือ ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry Meeting with Plus Three Countries (AMAF+3) โดยมีการประชุมล่าสุดครั้งที่ 14 ที่กรุงเนปิดอว์ ในปี 2557 โดยมุ่งเน้นสาขาความมั่นคง ทางอาหารและพลังงานชีวภาพ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และการวิจัย และพัฒนาด้านการเกษตร โดยที่ประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 12 เมื่อปี2552 ที่อ าเภอชะอำ หัวหิน ได้รับรอง Cha-am Hua Hin Statement on ASEAN Plus Three Cooperation on Food Security and Bio-Energy Development เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน รวมถึงจัดตั้งองค์กรส ารองข้าวฉุกเฉิน ของอาเซียน+3 (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve - APTERR)ซึ่งได้มีการลงนามความตกลงจัดตั้ง APTERR และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่12 กรกฏาคม 2555 ทั้งนี้ ส านักงานเลขานุการ APTERR มีที่ตั้งอยู่ที่ส านักงาน เศรษฐกิจการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยมีนายวิโรจน์ แสงบางกา เป็นผู้อ านวยการส านักงานเลขานุการฯ 3.2.4 พลังงาน กลไกหลักคือ APT Ministers on Energy Meeting (AMEM+3) โดยล่าสุดมีการ ประชุมครั้งที่ 11 ที่เวียงจันทน์เมื่อปี 2557 โดยมุ่งเน้นกิจกรรมเวทีสัมมนาในสาขาต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ ตลาด น้ ามัน ความมั่นคงทางพลังงาน พลังงานทดแทน และการประหยัดพลังงาน โดยเน้นสร้างศักยภาพ แลกเปลี่ยนข้อมูล 
3.3 ความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม 
   3.3.1 ด้านการศึกษากลไกหลักคือ APT Education Ministers Meeting (APT-EMM) โดยมี การประชุมครั้งล่าสุดเป็นครั้งที่ 2 ที่กรุงเวียงจันทน์เมื่อเดือน ก.ย.2557 โดยมีASEAN Plus Three Plan of Action on Education (2010 –2017) เพื่อก าหนดแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือ โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยน และ การประกันคุณภาพหลักสูตร 
   3.3.2 ด้านวัฒนธรรม กลไกหลักคือ APT Ministers Responsible for Culture and Arts (AMCA+3) โดยการประชุมครั้งล่าสุดจัดขึ้นที่เมืองเว้ เมื่อเดือน เม.ย. 2557 โดยมีWork Plan on Enhancing APT Cooperation in Cultureก าหนดแนวทางความร่วมมือ โดยมุ่งเน้นการด าเนินนโยบายด้านวัฒนธรรมและศิลปะ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มรดกทางวัฒนธรรม และการพัฒนา SMEs และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 
   3.3.3 ด้านสิ่งแวดล้อม กลไกหลักคือ ASEAN Plus ThreeEnvironment Ministers Meeting (AMME+3) โดยมีการประชุมครั้งล่าสุดที่เวียงจันทน์เมื่อเดือน ต.ค.2014โดยมุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนา อย่างยั่งยืน การบริหารจัดการน้ า ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 
   3.3.4 ด้านสาธารณสุขกลไกหลักคือ APT Health Ministers Meeting (APTHMM) โดยมีการ ประชุมครั้งล่าสุด เป็นครั้งที่ 7 เมื่อเดือน ก.ย. 2557 ที่กรุงฮานอย โดยมุ่งเน้นความร่วมมือเรื่องยาแผนโบราณ สุขภาพแม่และเด็ก หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการรับมือโรคติดต่อและโรคระบาดอุบัติใหม่ซึ่งล่าสุด ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนบวกสาม สมัยพิเศษ เรื่องการเตรียมความพร้อม และการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเมื่อวันที่ 15ธ.ค. 2557 
   3.3.5 ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาสังคม (track II) มีกลไกหารือหลักระหว่างประเทศ อาเซียน+3 สองกลไก ได้แก่ (1) Network of East Asia Think Tanks (NEAT) ซึ่งเป็นกลไกหารือระหว่างภาค วิชาการในประเทศอาเซียน+3 และ (2) East Asia Forum (EAF) ซึ่งเป็นกลไกระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาควิชาการ 3.4 กองทุนความร่วมมืออาเซียน+3(ASEAN Plus Three Cooperation Fund - APTCF) จัดตั้งขึ้น เมื่อเดือนเมษายน 2552 เพื่อสนับสนุนการด าเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ในกรอบอาเซียน+3 โดยมีเงินทุน เริ่มต้น 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยใช้อัตราส่วนการสมทบ 3:3:3:1(จีน:ญี่ปุ่น:กลต.:อาเซียน) 4 4. บทบาทของไทย ไทยมีบทบาทที่แข็งขันในกรอบอาเซียน+3 และได้ริเริ่มความร่วมมือในหลายสาขา อาทิ เยาวชน การใช้ พลังงานนิวเคลียร์อย่างปลอดภัย การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม สาธารณสุข และการศึกษา โดยได้ผลักดัน การออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออก ฉบับที่ 2 เพื่อก าหนดทิศทางความร่วมมือในกรอบ อาเซียน+3 การเร่งรัด CMIM การออกแถลงข่าวร่วมว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน+3 เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจ และการเงินโลกและเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน+3 สมัยพิเศษ เรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ใหม่ เมื่อปี 2552และล่าสุด ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนบวกสาม สมัยพิเศษ เรื่องการเตรียมความพร้อมและการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา นอกจากนี้ ไทยได้ผลักดันให้กรอบอาเซียน+3 มีบทบาทในการสนับสนุนความเชื่อมโยงในอาเซียน และ ระหว่างอาเซียนกับประเทศ+3 ภายใต้แนวคิดหุ้นส่วนความเชื่อมโยงอาเซียน+3 (ASEAN Plus Three Partnership on Connectivity) ทั้งนี้ ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องความเป็นหุ้นส่วนความ เชื่อมโยงอาเซียน+3 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2555 ที่กรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาแนวคิดการส่งเสริมความเชื่อมโยงใน กรอบอาเซียน+3 อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) การจัดตั้งกองทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรอาเซียนในการบังคับใช้ข้อตกลง และกฎระเบียบต่าง ๆ รวมถึงส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรม 5. พัฒนาการล่าสุด 4.1การประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 17เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2557 ที่กรุงเนปิดอว์ ที่ประชุมยินดีต่อความ คืบหน้าของความร่วมมือ โดยเฉพาะด้านการเงิน (CMIM และ ABMI) การด าเนินการของ APTERR ในการบรรเทา การขาดแคลนอาหารจากภัยพิบัติ รวมถึงมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือในกรอบอาเซียน+3 โดยเฉพาะการส่งเสริม ความเชื่อมโยงในภูมิภาค โดยการด าเนินการตาม Master Plan on ASEAN Connectivity (MPAC) และ Leaders’ Statement on ASEAN Plus Three Partnership on Connectivity ที่ได้รับรองเมื่อปี 2555 นอกจากนี้ ทปช. ยินดีต่อ ข้อเสนอของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน+3 สมัยพิเศษ 
ว่าด้วยการเตรียมความ พร้อมและรับมืออีโบลา รวมถึงรับทราบความคืบหน้าของผลการศึกษารายงาน East Asia Vision Group II และให้มี การรายงานผลการศึกษาพร้อมแผนปฏิบัติการในปี 2558 4.2 รายงานของ East Asia Vision Group (EAVG II) ทปช. สุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2556 ที่บันดาร์เสรีเบกาวัน เห็นพ้องให้ศึกษาข้อเสนอจากรายงานของ EAVG II ซึ่งเป็นข้อเสนอจากกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิจาก ประเทศในกรอบอาเซียน+3 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในกรอบอาเซียน+3 และบรรลุการเป็นประชาคมเอเชียตะวันออก ในอนาคต เพื่อน าไปสู่การปฏิบัติ โดยล่าสุด ทปช. สุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 17 เมื่อเดือน พ.ย. 2557 ที่กรุงเนปิดอว์ ได้รับทราบความคืบหน้าและให้มีการเสนอผลการศึกษารายงานฯ พร้อมแผนปฏิบัติการต่อ ทปช. สุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 18 ในปี 2558 โดยปัจจุบัน อยู่ระหว่างการติดตามการเสนอรายชื่อประเทศเพื่อเป็น lead country และจัดท า action plan 
ของข้อเสนอต่าง ๆ 

                                                      ************************